วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

เทคโนโลยี


เทคโนโลยีเป็นการเชื่อมระหว่างความชำนาญ ความรู้ ประสบการณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต การเปลี่ยงแปลงทางเทคโนโลยีมี 2 ชนิด คือ
1.Quantum Technological Change
2.Incremental Technological Change


เทคโนโลยีสารสนเทศ คือกระบวนการปฏิบัติ หรือระบบใดๆ ซึ่งช่วยในการดำเนินความสะดวกในการย้ายข้อมูล ส่วนคำว่าระบบข้อมูลเป็นผลรวมของ เทคโนโลยี มนุษย์ และองค์การ

ประโยชน์ของเทคโนโลยี
1. ใช้ในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน
2. เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ
3. พัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ
4. เครือข่ายคอมพิวเตอร์กว้างไกลขึ้น
5. ช่วยในการควบคุม วางแผน และตัดสินใจ
6. สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

อุปสรรคของเทคโนโลยี
1. ขาดมาตรฐานคงที่
2. มีการต่อต้านจากผู้ใช้
3. การคัดค้านทางการเมือง


ข้อจำกัดของเทคโนโลยี
1. ขาดอิสระเพราะการพึ่งพาเทคโนโลยี เช่น ข้อมูลและสาระที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์อาจจะถูกโจรกรรม
2. ขาดมนุษยสัมพันธ์ในสำนักงาน
ผลกระทบของเทคโนโลยี
มีผลกระทบต่อพฤติกรรมในองค์การหรือสำนักงานในเชิงลบโดยเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เพราะเกรงว่าจะมีการในคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีอื่นใดมาแทนคน การจัดการกับเทคโนโลยี

1. คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การและวิเคราะห์ผลการในเทโนโลยีมาใช้
2. ตรวจสอบเทคโนโลยีที่ใช้อยู่
3. สร้างระบบสนับสนุนในการปฏิบัติงานกับเทคโนโลยี
4. เน้นความเข้าใจที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีให้พนักงานได้ทราบ

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

Reengineering

ดร.ไมเคิล แฮมเมอร์ (Micheal Hammer) คือนักคิดผู้จุดชนวน Reengineering เขาระบุว่า องค์กรแบบฉบับที่ใช้รูปแบบการจัดการต่อเนื่องกันมากว่า 200 ปีนั้น คือการใช้การจัดการแบบที่เรียกว่า “การออกคำสั่ง” และ “การควบคุม” คำสั่งออกจากกลุ่มนักคิดกลุ่มเล็กที่นั่งอยู่บนยอดขององค์กร ผู้จัดการระดับกลางรับคำสั่งไปถ่ายทอดต่อคนทำงานในระดับปฏิบัติ คำสั่งลงจากข้างบนสู่ข้างล่างตามแบบฉบับของการจัดการองค์กรดังกล่าวไม่ว่าในศตวรรษที่ 21 หรือกระทั่งในตอนปลายของศตวรรษที่ 20 ก็ตามเป็นรูปแบบที่ล้าสมัย เรากำลังอยู่ในโลกของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากที่เห็นกันดาษดื่นคือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากคือการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า ลูกค้าเคยซื้อสินค้าหรือซื้อบริการตามที่เราจัดหาให้ แต่ในปัจจุบันลูกค้ากลับต้องการสินค้าหรือบริการที่พวกเขาอยากได้ ลูกค้าอยากให้เราทำตามที่พวกเขาต้องการมากกว่าจะทำตามที่เรากำหนด ที่ผ่านมาเราจะเลือกเลื่อนคนทำงานที่ดีของเราให้ไต่บันไดขึ้นไปตามลำดับชั้น เมื่อพนักงานขององค์กรทำงานได้ดี พวกเขาจะได้รับการเลือกให้เลื่อนขึ้นไปเป็นหัวหน้างาน หัวหน้างานที่ดีจะขึ้นไปสู่ซุปเปอร์ไวเซอร์ ซุปเปอร์ไวเซอร์ที่ดีจะกลายเป็นหัวหน้าของซุปเปอร์ไวเซอร์ เลื่อชั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ องค์กรที่เหมาะสมกับการจัดการในตอนปลายศตวรรษที่ 20 และตอนต้นของศตวรรษที่ 21 คือองค์กรที่จัดวางระบบงานแบบทีมอเมริกันฟุตบอล แต่ละคนในทีมให้ความสนใจอย่างเข้มงวดต่อจุดมุ่งหมายและความรับผิดชอบของตน ทำงานที่ตนได้รับมอบหมายอย่างแข็งขัน ไปพร้อม ๆ กับการประสานงานกับส่วนอื่น ๆ อย่างเอาการเอางาน โค้ชคือผู้ชี้นำการดำเนินงานทั้งหมดของทีม ด้วยการสนับสนุนของโค้ชทีมรุกและโค้ชทีมรับ นักอเมริกันฟุตบอลทุกคนในทีมจะมีโค้ชส่วนตัวคอยให้คำแนะนำ เพื่อส่งเสริมความถนัดและพัฒนาความชำนาญของแต่ละคนให้เต็มศักยภาพ พร้อมที่จะแสดงบทบาทที่ดีสุด มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในชัยชนะร่วมกันของทีม พึงตระหนักไว้เสมอว่า ความสำเร็จของวันวานไม่ใช่ทางผ่านสู่ความสำเร็จของอนาคต ตรงกันข้าม ในโลกของความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น ความสำเร็จของวันวานคือสูตรแห่งความล้มเหลวของวันพรุ่งนี้
การ Reengineering งานบริการทางเทคนิคการแพทย์
แนวทางแก้ปัญหา โดยอาศัยหลักการ 4 E หรือ 4 RE ได้แก่

1. Engineering คือการแก้ไขกระบวนการบริการ โดยการออกแบบระบบใหม่ จัดองค์การและกำหนดบทบาทใหม่ ทำมาตรฐานการบริการใหม่


2. Education คือการแก้ไขที่ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับ ทุกคน ทั้งแนวหน้า (Front line staff) และแนวหลัง (Supporting staff)


3. Enforcement คือการแก้ปัญหาโดยใช้กฏเกณฑ์มาควบคุม ได้แก่ การจัดทำมาตรฐานการบริการ และการใช้มาตรการทางวินัยเข้ามาควบคุม


4. Encouragement คือการแก้ไขปัญหาโดยการปลุกระดมขวัญกำลังใจของทีมบริการ (service team spirit) และ สร้างผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการแนวหน้า (Front line leadership) ได้แก่การรณรงค์ต่างๆ การประกวดพนักงานดีเด่น บริกรดีเด่น เป็นต้น
สำหรับองค์การที่ดำเนินการมานานแล้วอาจปรับเปลี่ยนจาก 4 E เป็น 4 RE ดังนี้ 1. Reengineering คือการปรับกระบวนการบริการเสียใหม่ 2. Reeducation ให้การอบรมผู้บริหารและพนักงานใหม่ 3. Reenforcing เปลี่ยนแปลงกฏระเบียบ และวิธีการทำงานใหม่ 4. Reencouragement เปลี่ยนแปลง service team spirit และ fromt line leadership ใหม่ การเปลี่ยนใหม่แบบ Re- ทั้งหลายหมายถึงการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ล้าสมัย ไม่ทันสมัย หรือเคยใช้ได้ดีแต่เริ่มตกยุคให้ดี ขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นการ reengineering ที่ฮือฮากันยุคหนึ่งคือการเปลี่ยนระบบการทำงานบริการหน้าเคานเตอร์ของธนาคาร จากเดิมที่มีลูกค้ามายืนเข้าแถวยาวเหยียด 4-5 แถว ฝากแถวหนึ่ง ถอนแถวหนึ่ง ทำทั้ง 2 อย่างเข้าแถว 2 ครั้ง เข้าผิดช่องออกไปต่อแถวใหม่ ทุกเรื่องต้องผ่านไปให้สมุห์บัญชี หรือผู้จัดการเซ็นชื่อ ถ้าผู้จัดการมีแขกก็รอไปก่อน ก็มีธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งที่แอบไปนั่งคิดเปลี่ยนโฉมการบริการแบบ reengineering บางคนเรียกว่าแบบถอนรากถอนโคน แบบรื้อปรับระบบ และมีท่านหนึ่งบอกว่าน่าจะเรียก นววิศวกรรม แต่ก็หมายถึงการเปลี่ยนโฉมใหม่ไม่เหลือคราบเดิมอย่างที่สร้างความตลึง ๆๆตึงๆเลยทีเดียว หลังซุ่มวางแผนแบบลับสุดยอดปิดประตูแบบเปลี่ยนโฉมในวันหยุด 2-3 วัน พอถึงวันเปิดทำการลูกค้าที่เคยมาทำธุรกิจที่ธนาคารแห่งนั้น (อยู่ที่ถนนพหลโยธิน) ก็เดินผ่านประตูเข้าไปด้วยความเคยชิน แต่พอ กวาดสายตาขึ้นดูก็ร้องเอ๊ะเราเข้ามาผิดที่หรือเปล่าถึงกับเดินย้อนออกไปข้างนอกเงยหน้าขึ้นดูป้ายเอ มันก็ยังเป็นแบ็งค์เดิมนี่นาเกิดอะไรขึ้น ต่อเมื่อกลับเข้าไปก็สังเกตดูทุกอย่างภายในเปลี่ยนแปลงใหม่หมดมีพนักงานสาวคนหนึ่งเข้ามาทักทายสอบถามว่ามาทำอะไรแล้วพาไปกดบัตรคิวอัตโนมัติให้แล้วอธิบายว่ารอเรียกเบอร์นี้แล้วเข้าไปช่องที่บอกไว้ได้เลย หลังนั่งรอเพียงอึดใจเดียวก็มีเสียงเรียกเชิญหมายเลข 56 ที่ช่อง 2 ค่ะ เมื่อเข้าไปยื่นสมุด ใบฝาก ใบถอน พนักงานก็คีย์คอมพิวเตอร์ฉึบฉับแค่ 2 นาทีก็เสร็จสิ้น จากนั้นมาทุกธนาคารก็หันมาปรับบริการของตนเป็นการใหญ่แทนที่มีขึ้นตอนเอกสารผ่านหลายๆโต๊ะจนถึงผู้จัดการ ก็มีการมอบอำนาจให้ front line ที่เคาน์เตอร์รับผิดชอบเซ็นเองได้มากขึ้นงานก็เดินเร็ว ทางด้านโรงพยาบาลเอกชน เมื่อรถวิ่งเข้าไปในเขตก็จะมีคนคอยชี้ทิศทางให้รถวิ่งเข้าเมื่อลงหน้าประตูก็มีคนมาคอยดูแลไปถึงโต๊ะลงทะเบียนจะมีพนักงานแต่งตัวสวยงามมาต้อนรับทำเอกสารให้ แล้วมีคนพาไปส่งที่ห้องตรวจ ตรวจแล้วกลับมารับยาก็มีตัวหนังสือเขียนไว้ว่าหากใครไม่ได้รับยาภายใน 15 นาทีให้แจ้ง บางโรงพยาบาลมีคนมาคอยดูว่ามีใครนั่งอยู่นานก็จะเข้ามาถาม เรียกว่ามีความสะดวก มีความอบอุ่น มีความเป็นมิตรทุกย่างก้าวอยากหาหมอคนไหนก็ได้ เวลาก็เลือกได้ แม้แต่ตัวอาคารก็ออกแบบเหมือนกับเป็นโรงแรมหรือศูนย์การค้าไม่น่ากลัวเหมือนโรงพยาบาลรุ่นเก่าเพียงย่างก้าวเข้ามาได้เห็บรรยากาศทึมๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสารเคมีคลุ้งก็แทบจะห่อเหี่ยวตายด้วยความสยอง จนเกิดความแตกต่างกับโรงพยาบาลรัฐอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในที่สุดโรงพยาบาลรัฐก็มิอาจอยู่นิ่งเฉยได้จำเป็นต้องปรับการบริการเช่นกันเพราะไม่มีลูกค้ารัฐก็ไม่ส่งเงินมาให้ใช้เล่นๆอย่างเดิมอีกต่อไป รัฐบาลใหม่มีนายกมาจากภาคเอกชนซึ่งมีหลักการบริหารแนวใหม่จึงพยายามเปลี่ยนระบบบริหารราชการให้ดีขึ้นเช่นกัน เราชาวแล็บจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจเพื่อที่จะได้ตามทันเช่นกัน
กล่าวถึงการบริหารงานเราอาจแบ่งนักบริหารตามทัศนคติได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่คิดว่าตนเป็นนาย เป็นผู้ปกครอง เป็น นักบริหาร กับอีกกลุ่มหนึ่งที่มองตัวเองว่าเป็นนักพัฒนา หรือนักบริการ ทั้ง 2 กลุ่มจะมีแนวคิดต่างกันดังนี้


1. ด้านทักษะ (skill) นักปกครอง ทำตัวเป็นผู้ปกครอง ผู้ควบคุมลูกน้อง (good controller) นักพัฒนา ทำตัวเป็นผู้นำทีมที่มีความสามารถ (good leader)


2. ด้านลูกค้า (customer)) นักปกครอง เอาใจแต่ลูกค้าภายนอกเท่านั้น (external customer come first) นักพัฒนา เอาใจใส่ดูแลลูกค้าภายในให้ดีเสียก่อน เพื่อที่เขาจะให้บริการลูกค้าภายนอกได้ดีด้วย (Internal customer should be well cared)


3. ด้านการปฏิบัติต่อลูกจ้าง (Employee treatment) นักปกครอง เห็นว่าลูกจ้างก็ควรอยู่แต่ลูกจ้างอย่าสะเออะ (Employee is employee) นักพัฒนา เห็นว่าลูกจ้างก็เป็นคนเหมือนกันและเป็นเพื่อนร่วมงานของเรา (employee is our college)


4. ด้านสินค้าและบริการ (Product and service) นักปกครอง เห็นว่าสินค้ากับบริการเป็นคนละเรื่องที่ต้องมีผู้ดูแลแยกกัน (Product is separated from service) นักพัฒนา เห็นว่าสินค้าเป็นส่วนหนึ่งในงานบริการ และพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการบริการ (Product is part of our service and Employees are part of our service)


5. ด้านเครื่องมือในการแข่งขันกับตลาด นักปกครอง จะใช้กลยุทธ์ด้านราคา การส่งเสริมการขาย การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิตไปสู้กับคู่แข่ง (Price, Promotion, Cost saving, Productivity) นักพัฒนา จะพัฒนาคุณภาพการให้บริการ เพื่อให้ชนะใจลูกค้า ในการสู้กับคู่แข่ง (Service Quality Improvement)


6. ด้านทักษะ (skill) นักปกครอง ทำตัวเป็นผู้ปกครอง ผู้ควบคุมลูกน้อง (good controller) นักพัฒนา ทำตัวเป็นผู้นำทีมที่มีความสามารถ (good leader)


7. ด้านจุดเด่น หรือจุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษ (Focus or concern) นักปกครอง ทำงานให้ถูกต้อง แม่นยำ สอดคล้องกับกฏเกณฑ์ และขั้นตอนการปฏิบัติก็พอแล้ว (To do thing right, precisely and conforming to the rules and procedures) นักพัฒนา พยายามทำในสิ่งที่ควรทำ เพื่อเอาชนะใจลูกค้า และรักษาลูกค้าไว้ให้ได้ (To do the right thing which is to win and keep the customs)


8. ด้านผู้ชี้นำธุรกิจ (Who drive the business) นักปกครอง ให้ความสำคัญผู้ถือหุ้นและเจ้าของกิจการเท่านั้น โดยมุ่งไปที่ผลกำไรเป็นหลัก (Shared holder driven/profit focus) นักพัฒนา ให้ความสำคัญลูกค้า มุ่งให้บริการให้ลูกค้าพึงพอใจ (Customer-driven/service focus)


9. ด้านคุณภาพและต้นทุนการดำเนินงาน (Quality and cost) นักปกครอง ใช้คติว่าของมีคุณภาพต้องแพง ถ้าลูกค้าต้องการก็จะหามาขายให้ (Better quality is higher price, if the customer want it we will do it) นักพัฒนา ให้การบริการที่มีคุณภาพ ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เป็นสิ่งเดียวที่นำเสนอลูกค้า (Good quality service is cheapest and is the only one choice we provide for our customers)


10. ด้านการปฏิบัติต่อข้อร้องเรียนของลูกค้า (Complaint handling) นักปกครอง รับฟังคำร้องเรียนของลูกค้า แต่ให้ฝ่ายบริการลูกค้าเป็นคนทำมาตรการแก้ไขจุดบกพร่อง (Listen and implement corrective measure by customer service department) นักพัฒนา ใช้มาตรการป้องกันความบกพร่องที่ทำร่วมกันทุกแผนก ในการแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นซ้ำอีก (Service improvement is part of job description of all staff especially those leaders)


11. ด้านโครงการพัฒนาบริการ (Service improvement project) นักปกครอง จะพัฒนาการบริการเป็นเรื่องๆ เมื่อมีการร้องเรียนจากลูกค้า (On case-by-case basis when complaint are heard) นักพัฒนา ถือว่าการพัฒนาบริการเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของพนักงานโดยเฉพาะหัวหน้างาน (Service improvement is part of job description of all staff especially those leaders.)


12. ด้านวัฒนธรรมการบริการ (Service culture) นักปกครอง ถือว่าบริษัทมีวัฒนธรรมที่ดีแล้วมากมาย ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีก (No need we have many good culture now) นักพัฒนา ถือว่าทุกหนแห่งของการทำงาน ต้องมีวัฒนธรรมการให้บริการเสมอ (Service culture is common in all area of operation)


13. ด้านเป้าหมายคุณภาพการบริการที่ไม่ให้มีความผิดพลาด (Service quality goal of zero defects) นักปกครอง ถือว่า Zero defect คือคำขวัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของการตลาด หรือส่งเสริมการขาย (Zero defects is a marketing tool, a good slogan, a promotional issue for those marketing staff.) นักพัฒนา ถือว่า Zero defect คือแนวทางที่พนักงานทุกคนยึดถือเป็นชีวิตจิตใจ (Zero defects is a way of life of all staff.)


14. ด้านการบริหารจุดสัมผัสกับลูกค้า (Management of customer interface) นักปกครอง ถือว่าจุดสัมผัสลูกค้าเป็นเรื่องของพนักงานระดับล่าง (The customer interface is the lowest position on the organization ladder) นักพัฒนา ถือว่าจุดสัมผัสลูกค้ามีความสำคัญสูงสุดในองค์การ ลูกค้าต้องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด (The customer interface is the highest priority and most important position in the organization.) นักปกครอง ถือว่าจุดสัมผัสลูกค้าคือที่ทำงานของพนักงานใหมาที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร (The starting point of the new comer) นักพัฒนา ถือว่าผู้ที่ทำงานสัมผัสกับลูกค้าได้ดีจึงจะได้รับการสนับสนุน (In order to be promoted one should be good at customer interface) นักปกครอง ถือว่าพนักงานที่จุดสัมผัสลูกค้าเป็นพนักงานเงินเดือนต่ำๆ แค่ฝึกอบรมนิดหน่อย และประสบการณ์น้อยๆก็พอ (Staffed with less paid less trained, less skill employees.) นักพัฒนา ถือว่าพนักงานที่จุดสัมผัสลูกค้าจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และอยู่ในสายตาของผู้บริหารระดับสูงเสมอ (Always in good care and close supervision by capable staff) นักปกครอง ถือว่าจุดสัมผัสลูกค้าจะเป็นหน่วยงานท้ายสุดที่จะพัฒนา (The last area to look at the service improvement activity.) นักพัฒนา ถือว่าจุดสัมผัสกับลูกค้า จะเป็นหน่วยงานแรกที่ต้องอยู่ในกระบวนการพัฒนาคุณภาพการบริการ (First priority in service improvement process.)


แหล่งที่มาของข้อมูล


http://www.thaimedtech.org/mtvrt10.html


http://smemove.wordpress.com/2007/05/02/ดรไมเคิล-แฮมเมอร์-micheal-hammer-คือน/


วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ความสำคัญของอาหารเช้า




การบริโภคอาหารมื้อเช้าถือว่าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า เราไม่ได้กินอาหารนับจากมื้อเย็นประมาณสิบชั่วโมงหรือมากกว่า โดยระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ในขณะที่เราลุกขึ้นเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ เราจะรู้สึกหิว เพราะร่างกายต้องการพลังงานเติม โดยสมองจะกระตุ้นศูนย์ควบคุมความหิวให้เราเกิดความรู้สึกหิวในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้เราหิวมาก และจะรับประทานอาหารในมื้อถัดมาในปริมาณมากขึ้น หากเรายังไม่ได้เติมพลังงานให้แก่ร่างกาย หรือยังไม่ได้กินอาหารเช้า ร่างกายต้องไปดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ในตับ ซึ่งร่างกายเก็บเป็นเสบียงไว้ใช้ในยามจำเป็นเพื่อมาเพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่นานนักพลังงานส่วนนี้จะถูกใช้หมดไปเพราะไม่มีพลังงานใหม่มา สุดท้ายร่างกายอาจจะปรับสมดุลโดยการลดกลไกการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลงเพื่อสำรองไว้ใช้อย่างจำเป็น เมื่อมื้อใดเรารับประทานอาหารเข้าไปมากจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป และพลังงานที่เกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมไว้ในร่างกายในที่สุดซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามมา


นอกจากนี้ผลการวิจัยหลายเรื่องได้กล่าวถึงการรับประทานอาหารมื้อเช้าที่มีคุณค่า มีความสำคัญเพราะ.-
· คนที่กินอาหารเช้ามีพลังงานในการทำงานได้นานกว่า
· การกินอาหารเช้าทำให้ลดปริมาณการกินอาหารว่าง
· คนที่ไม่กินอาหารเช้ามีอัตราการเผาผลาญอาหารต่ำกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ
· เด็กที่กินอาหารเช้ามีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า ให้ความร่วมมือดีกว่า และมีสมาธิในการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้า





อีกสิ่งที่สำคัญมากก็คือ การไม่รับประทานอาหารเช้าอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอ้วนได้ เหตุเพราะ เรารับประทานอาหารครั้งสุดท้ายมื้อเย็น กว่าจะไปรับประทานอีกครั้งคือมื้อกลางวัน ซึ่งช่วงเวลาระหว่างสองมื้ออาหารนี้นานมาก ทำให้ถึงเวลารับประทานมื้อกลางวัน ทำให้หิวมากกว่าปกติ และจะรับประทานเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งส่วนที่เหลือจะเป็นไขมัน การที่คนเราไม่รับประทานอาหารมื้อเช้าเลย หรืองดมื้อใดมื้อหนึ่งไปทำให้เขาขาดสารอาหารไปอย่างน้อย 1/3 ของความต้องการพลังงานทั้งหมดของร่างกาย ซึ่งมักทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาได้เพราะทำให้การรับประทานอาหารมื้อต่อไป เพิ่มปริมาณมากขึ้นเพราะหิวมากขึ้น หรือไม่ก็จะทำให้เรารับประทานระหว่างมื้อมากขึ้น หรือรับประทานอาหารเป็นประเภทจุบจิบ เช่น อาหารประเภทขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และน้ำอัดลม เป็นต้น โดยอาหารเหล่านี้แฝงไปด้วย เกลือ น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของเรา ทำให้น้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ง่ายขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ตามมาหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคข้อและกระดูกอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและการตายในผู้ใหญ่
ที่มาของข้อมูล : http://gotoknow.org/blog/duthai/45749

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ OSS

การสนับสนุนการตัดสินใจ : ระบบสารสนเทศ (Information system)


ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ระบบเครือข่าย ฐานข้อมูล ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด รวบรวม จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร (สุชาดา กีระนันทน์, 2541

ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร ในการทำงานของระบบสารสนเทศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ
  • การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input)
  • การประมวลผล (Processing)

  • การนำเสนอผลลัพธ์ (Output)

ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูลนำเข้า ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ (Computer-based information system –CBIS) (Laudon & Laudon, 2001)
แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ มักจะหมายถึงระบบที่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคม

สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง

ประเภทของระบบสารสนเทศ
ถ้าพิจารณาจำแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทำงานในองค์กร จะแบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ (Laudon & Laudon, 2001)
  1. ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems) ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน รายการขาย การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น

  2. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems) ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร

  3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management - level systems) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร
  4. ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก






ประเภทของระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน/ผู้บริหารระดับต่างๆไว้ ดังนี้

  • ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานประจำ ทำการบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานแทนการทำงานด้วยมือ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำการสรุปข้อมูลเพื่อสร้างเป็นสารสนเทศ ระบบประมวลผลรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น ระบบนี้มักจัดทำเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานประจำได้ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด รายงานผลเบื้องต้น
  • ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสำนักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทำงานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์ การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร กำหนดการ สิ่งพิมพ์
  • ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เป็นระบบสารสนเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการบริหารงาน ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป รายงานของสิ่งผิดปกติ
  • ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจสำหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหาคำตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน ระบบยังต้องสามารถเสนอทางเลือกให้ผู้บริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้น หลักการของระบบ สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ทำให้สามารถวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์

สรุปได้ว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์กรนั้นเป็นสิ่งท้าทายผู้บริหารเป็นอย่างมาก การที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นในหน่วยงานเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบการพัฒนาระบบ ต้องร่วมกันตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะการนำระบบสารสนเทศมาใช้อาจจะกระทบต่อกระบวนการดำเนินงานและการบริหารที่เป็นอยู่ หรืออาจจะมีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร


สืบค้นจาก : www. http//: blog.eduones.com

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

อุปกรณ์ของสำนักงานอัตโนมัติ



อุปกรณ์ของสำนักงานอัตโนมัติ

1.ประเภทของเครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงานอัตโนมัติ
ตามลักษณะของสำนักงานอัตโนมัติแล้ว จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีเทคโนโลยีสูง เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับเอกสารได้สะดวกรวดเร็วรวมทั้งการเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูล และข่าวสาร หรือการประเภทเครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงาน






1.ประเภทพิมพ์งานในสำนักงาน แระกอบด้วยเครื่องต่างๆ ดังนี้


1.1เครื่องพิมพ์ดีด


1.2เครื่องคอมพิวเตอร์


1.3เครื่องปรุกระดาษไข


2. ประเภทผลิตเอกสาร เอกสารในสำนักงานอัตโนมัติมีหลายประเภทจำเป็นต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อให้การจำทำเอกสาร ได้สะดวกรวดเร็วดังนี้


2.1เครื่องเย็บเอกสาร


2.2เครื่องอัดสำเนา


2.3เครื่องถ่ายเอกสาร
2.4เครื่องออฟเซ็ต


3.ประเภทการสื่อสารหรือการส่งข่าวสาร


3.1เครื่องจ่าหน้าซองจดหมาย



3.2เครื่องประทับตราไปรษณีย์



3.3เครื่องชั่งจดหมาย



3.4เครื่องผนึกซองจดหมาย


3.5เครื่องโทรศัพท์ เครื่องโทรสาร






4.ประเภทที่ใช้ในการเงินการบัญชี


4.1เครื่องบวกเลขและเครื่องคำนวณเลข


4.2เครื่องมือลงบัญชี


4.3เครื่องคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลการเงินและพิมพ์รายงานรายละเอียดของเครื่องมือ เครื่องใช้ในสำนักงานอัตโนมัติประเภทต่างๆ มีดังนี้


  • เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องพิมพ์ดีดเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์มากที่สุดอย่างหนึ่ง ต่องาน สำนักงานและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งได้นำมาใช้เป็นเครื่องใช้สำนักงานเป็นเวลานานแล้ว หากขาดเครื่องพิมพ์ดีดไปแล้วธุรกิจต่าง ๆ ที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้อาจจะหยุดชะงักได้ก็ได้ เครื่องพิมพ์ดีดสมัยก่อนเป็นเครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้คนเคาะนิ้วลงบนแป้นอักษร ต่อมาก็ได้มีผู้คิดทำเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า และต่อจากนั้นก็ปรับปรุงเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าให้สามารถพิมพ์เอกสารได้อย่างสวยงามมากขึ้นและปัจจุบันเครื่องพิมพ์ดีดในสำนักงานหลายแห่งไม่ได้นำมาใช้ต่ออีกต่อไป เพราะการนำเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบประมวลผลคำ (Word processing) มาใช้อย่างแพร่หลายจนเข้ามาแทนที่เครื่องพิมพ์ดีดเหล่านั้นไป


  • เครื่องอัดสำเนา (Duplicating machine) เป็นเครื่องทุ่นแรงชนิดหนึ่งใช้สำหรับอัดสำข้อความหรือหนังสือที่ต้องการเป็นจำนวนมากเครื่องอัดสำเนานี้มักจะเรียกกันจนติดปากว่า”โรเนียว” แต่ความจริงโรเนียวเป็นเครื่องหมายการค้าชนิดหนึ่งของเครื่องอัดสำเนา การใช้เครื่องอัดสำเนาข้อความหรือจดหมายที่ต้องการได้โดยการพิมพ์ข้อความที่ต้องการลงในกระดาษไข (Stencil) ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแล้วนำกระดาษไขนี้เป็นแม่พิมพ์ใส่เข้ากับเครื่องอัดสำเนาจะต้องการจำนวนเท่าใดก็กระทำได้ในเวลารวดเร็ว เครื่องอัดสำเนานี้มีทั้งชนิดใช้แรงหมุน และชนิดหมุนด้วยกำลังไฟฟ้า และบางยี่ห้อก็ใช้หมึกบางยี่ห้อก็ใช้น้ำยาแอลกอฮอล์ และอาจอัดสำเนาต้นฉบับที่เป็นสีต่าง ๆ กันได้

  • โทรศัพท์ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำนักงานไม่อาจจะขาดได้เพราะเป็นเครื่องมือสำหรับการใช้สื่อสารติดต่อสนทนาระหว่างบุคคลภายในด้วยกันเองหรือสนทนากับบุคคลภายนอก โทรศัพท์ได้รับการปรับปรุงให้มีความสามารถมากไปกว่าการต่อสายการรับและการสนทนากับอีกฝ่ายหนึ่งความสามารถที่เพิ่มขึ้นได้แก่ การบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ไว้ต่อโดยอัตโนมัติ การบันทึกเสียงของผู้เรียกเอาไว้เมื่อผู้ไม่อยู่รับโทรศัพท์ ฯลฯ อุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับโทรศัพท์ในสำนักงาน คือ อุปกรณ์ ชุมสายโทรศัพท์ภายในสำนักงานและใช้เชื่อมต่อการเรียกโทรศัพท์เข้ามาจากภายนอกไปยังโทรศัพท์ทุกเครื่องภายในสำนักงาน

  • โทรสาร ปัจจุบันเครื่องโทรสารได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรบการสื่อสารสำหรับการส่งเอกสารจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งผ่านระบบโทรศัพท์ นอกจากนั้นโทรสารมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการส่งภาพลักษณ์ของเอกสารต้นฉบับไปให้ผู้รับ เช่น เมื่อหน่วยงานจัดทำใบสั่งซื้อสินค้าเสร็จแล้วก็อาจจะส่งใบสั่งซื้อนั้นผ่านโทรสารไปยังบริษัทผู้จำหน่ายได้ทันที พร้อมกันนั้นบริษัทก็จะได้เห็นรายละเอียดตลอดจนภาพตราลักษณ์ของหน่วยงานและภาพลักษณ์ของลายเซ็นของผู้บริหารที่มีอำนาจในการลงนามเอกสารได้ ทำให้เกิดความมั่นใจว่าเป็นเอกสารการสั่งซื้อที่แท้จริง


  • เครื่องติดดวงตราไปรษณียากร (Stamp Affixer) เป็นเครื่องชนิดที่ทำให้แสตมป์ชื้นเครื่องทุ่นแรงชนิดนี้ไม่ใช้ไฟฟ้า การใช้เครื่องนี้โดยการใช้แสตมป์ที่เป็นม้วน ๆ นำเข้าใส่เครื่องเมื่อกดปุ่มที่เครื่องก็สามารถตัดฉีกแสตป์นั้นออกได้ เครื่องติดดวงตราไปรษณีย์นี้เป็นที่นิยมกันมากเพราะเป็นการทุ่นเวลาได้มาก ในเมื่อมีจดหมายหรือเอกสารที่ต้องการส่งทางไปรษณีย์เป็นจำนวนมาก ๆ เครื่องติดดวงตราไปรษณียากรนี้สามารถจะบอกให้ทราบด้วยว่าไปรษณียากรที่ใช้ไปแล้วนั้นเหลือเท่าใด

  • เครื่องประทับตราไปรษณียากร (Postal Meter) เป็นเครื่องผนึกตราไปรษณียากร จดหมายสิ่งตีพิมพ์หรือพัสดุที่จะส่งทางไปรษณีย์ เมื่อทราบน้ำหนักก็จะทราบว่าจะเสียค่าไปรษณียากรตามที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้แล้วเป็นจำนวนเงินเท่าไร หากสำนักงานนั้นมีเครื่องพิมพ์ตราไปรษณียากรก็ไม่จำเป็นต้องปิดดวงตราไปรษณีย์ แต่จะนำจดหมายนั้นเข้าไปให้เครื่องนี้พิมพ์ตรา ดังจะเห็นจากจดหมายต่าง ๆ ซึ่งในประเทศเราก็มีใช้กันอยู่หลายบริษัทแล้ว ถ้าหากเป็นพัสดุหรือสิ่งตีพิมพ์ที่ไม่สามารถนำสอดเข้าพิมพ์ได้ ก็ให้ใช้กระดาษขาวเหนียว ตามขนาดที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยบังคับไว้สอดเข้าไปพิมพ์แล้วจึงนำมาติดกับพัสดุภัณฑ์นั้นอีกทีหนึ่ง เครื่องชนิดนี้อำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างมากสำหรับสำนักงานที่มีจดหมายและพัสดุส่งออกมาก การใช้เครื่องพิมพ์ตราไปรษณียากรนี้จะต้องขออนุญาตและจดทะเบียนที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย เจ้าพนักงานไปรษณีย์จะมาตั้งจำนวนครั้งและราคาของดวงตราและเมื่อใช้ไปประมาณ 1,000 บาท แล้วจะต้องนำเงินไปชำระอีกเป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่า 5,000 บาท การใช้เครื่องชนิดนี้เป็นการลดงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้อีกด้วย และหากเป็นชนิดไฟฟ้าก็สามารถจะมีผนึกซองจดหมายได้อีกด้วย


  • เครื่องเปิดซองจดหมาย (Envelope Opener) การที่บริษัทหรือสำนักงานต่าง ๆ ได้รับจดหมายมาเป็นจำนวนมาก ๆ หากไม่มีเครื่องเปิดซองจดหมายโดยเฉพาะก็จะทำให้งานนั้นล่าช้าไปเปล่า ๆ เพราะจะอาศัยแต่เพียงกรรไกรตัดย่อมไม่ทันความต้องการ แต่ถ้ามีเครื่องเปิดซองก็อาจจะใช้ตัดริมซองจดหมายได้ครั้งละหลาย ๆ ซอง เพียงแต่ผู้ใช้เครื่องเคาะให้เอกสารหรือเอกสารหรือจดหมายนั้นลงไปอยู่อีกด้านหนึ่ง ๆ แล้วส่งให้ในเครื่องชนิดนี้ มีดจะตัดริมซองได้ด้วยความเร็วเมื่อเปิดซองแล้วเจ้าหน้าที่ก็นำเอกสารนั้นมาแนบไว้กับซองนั้น

  • เครื่องชั่งจดหมายและพัสดุ (Postal Scales) งานในสำนักงานหากมีจดหมายที่จะต้องส่งออกมาเครื่องชั่งจดหมายและพัสดุก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเช่นเดียวกันกับเครื่องติดดวงตราไปรษณียากรเพราะการจะทราบค่าไปรษณียากรให้ถูกต้องก็จะต้องทราบน้ำหนักก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านสรรพสินค้าที่มีการจำหน่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ย่อมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเมื่อใดทราบน้ำหนักก็จะปิดดวงตราไปรษณีย์ตามน้ำหนักได้ตามต้องอัตราที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้เป็นการสะดวกและรวดเร็วอย่างยิ่ง


  • เครื่องผนึกซองจดหมาย (Envelope Sealing Machine) เครื่องทุ่นแรงชนิดนี้เป็นเครื่องอัตโนมัติที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อจะทำให้การที่ซองนั้นมีความชื้นแล้ผนึกซองได้ด้วย การใช้เครื่องนี้โดยนำเอาซองที่ได้บรรจุเอกสารไว้เพื่อผนึกบรรจุวางในที่ที่จะป้อนเข้าเครื่อง การวางซองต้องวางซ้อนราบ ๆ เพื่อให้เครื่องที่ให้กาวที่ซองชื้นก่อน แล้วเครื่องจะผนึกเสร็จเรียบร้อยได้โดยอัตโนมัติ เป็นการประหยัดเวลาได้เป็นอย่างมากเช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์ดวงตราไปรษณีย์


  • เครื่องคำนวณเลข (Calculating Machine) เครื่องคำนวณเลขนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิด Ten Key Machine และชนิด Full Key Machine เครื่องเหล่านี้สามารถที่จะคำนวณการบวก ลบ คูณ หาร ได้รวดเร็ว ผลลัพธ์นั้นจะปรากฏบนกระดาษม้วนหรือบนส่วนหนึ่งของเครื่องคำนวณเลข เหล่านั้น เครื่องชนิดนี้บางชนิดก็เป็นแต่เพียง Adding Machine เท่านั้น คือสามารถที่จะบวกลบเท่านั้นและมีทั้งประเภทใช้มือโยกและใช้ไฟฟ้า สำหรับชนิด Full Key Machine นั้นเป็นเครื่องชนิดแป้นมากคือ ตอนบนมีแถวเป็นเลข 9 ตลอดแนว และแถวต่อๆ มาก็เป็นเลข 8,7,6, ฯลฯ ตลอดแถวจนเป็นเลข1 โดยแต่ละแถวมี 10 แป้น


  • เครื่องสั่งงาน (Dictaphone) ตามสำนักงานห้างร้านใหญ่ๆที่มีปริมาณงานมากผู้บังคับบัญชาอาจไม่มีเวลาพอที่จะมาสั่งงานด้วนตนเองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องสั่งงานอันเป็นเครื่องบันทึกเสียงชนิดหนึ่ง โดยผู้บังคับบัญชาสั่งงานไว้ในเครื่องนั้น เมื่อเลขานุการมาก็เปิดเครื่องฟังเครื่องชนิดนี้ขณะที่เปิดอาจจะหยุดได้ตามต้องการ ผู้ที่เชี่ยวชาญในการฟังมักจะฟังไปด้วยและพิมพ์ไปด้วย และสามารถทำให้เสียงดังฟังได้เฉพาะหรือเสียงดังออกเช่นเครื่องบันทึกเสียงอื่นๆ


  • เครื่องลงบัญชี เครื่องทุ่นแรงชนิดนี้มีประโยชน์มากสามารถอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดียิ่งซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน บางชนิดสามารถใช้บวก หัก รวม ได้โดยอัตโนมัติจัดลำดับจากคอลัมน์หนึ่งไปยังอีกคอลัมน์หนึ่ง บางชนิดก็สามารถผ่านบัญชีรายรับ รายจ่ายและบัญชีแยกประเภททั่วไปรวมทั้งใช้บันทึกรายการเกี่ยวกับสถิติ การบันทึกสินค้าคงคลัง และบางแบบก็ทำบัญชีของลูกค้าสมุดรายวันและพิสูจน์ยอดทั้งสองข้างได้